วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

มีใครอยากได้บ้างไหม

 
อาจารย์คนนึง เริ่มการสนทนาในชั้นเรียนด้วยการควักธนบัตรใบละ 1,000 บาท ..
ออกมาให้นักศึกษาดู แล้วถามว่า "มีใครอยากได้บ้างไหม" ทุกคนรีบยกมือ

อาจารย์ขยำธนบัตรนั้น "จบยับยู้ยี่" .. แล้วถามอีกครั้งว่า "มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่" .. ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม ..

อาจารย์ถามต่ออีกว่า "ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่" .. นักศึกษาทุกคน ก็ตอบว่ายังอยากได้ .....

อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า ..

"นั้นคือสิ่งมีค่า" ที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้! .. ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็ยังคงจะมีราคา 1,000 บาท อยู่เสมอ .. ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน

บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใคร ซ้ำเติม, เหยีบย่ำ, ถูกขยี้, ยับเยิน, ..
เพราะความผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเอง "ไร้ค่า"

แต่ รู้มั้ย?.. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี "คุณค่าของความเป็นคน" ..
ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือว่า ยับยู้ยี่ .. "ตัวเราก็ยังมีค่าที่สุดเสมอ" จำไว้

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ไทยประกันฯรีแบรนด์ ปรับโลโก้ชูสโลแกน"คิด-เคียงข้าง-ทุกชีวิต”

   ไทยประกันชีวิตปรับรูปลักษณ์โลโก้ใหม่ เน้น "ไทยประกัน” ใหญ่ขึ้น เชื่อง่ายต่อการจดจำ พร้อมเปลี่ยนสโลแกนเป็น "คิด เคียงข้าง ทุกชีวิต” ล่าสุดเปิดเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Unsung Hero”

    นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2557 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนค่านิยม พันธกิจ และวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยปรับทิศทางของแบรนด์ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นที่จะบุกเบิกธุรกิจประกันชีวิต ด้วยศักยภาพทางความคิด ที่พร้อมตอบสนองทุกสถานการณ์ของทุกชีวิต รวมถึงปรับรูปลักษณ์โลโก้ใหม่ ให้ตอบโจทย์ทิศทางของแบรนด์
    สำหรับโลโก้ใหม่ จะออกแบบและจัดวางอักษรคำว่า “ไทยประกัน” ให้มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วไปมักนิยมใช้เรียกชื่อบริษัทเพื่อสร้างการจดจำได้ง่าย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยเส้นสีแดง รวมถึงปรับลดโทนสีจากสีน้ำเงินเข้ม เป็นสีเซลูเลียน บลู (Cerulean Blue) ซึ่งจะทำให้แบรนด์ดูทันสมัย มีชีวิตชีวา มีความเป็นมิตร เพิ่มพลังแห่งความคิดสู่เป้าหมายเดียวกัน พร้อมปรับรูปทรงโลโก้ จากสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งแสดงถึงการพุ่งไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างมีทิศทาง พร้อมที่จะเดินเคียงคู่ทุกชีวิต สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต
    “ไทยประกันชีวิตยังได้ปรับเปลี่ยนสโลแกนของบริษัทเป็น “คิด เคียงข้าง ทุกชีวิต” เพื่อสะท้อนการเป็นเพื่อนคู่คิดที่น่าไว้วางใจ สามารถฝากชีวิตและอนาคตได้ ซึ่งบริษัทมุ่งผลักดันให้บุคลากร โดยเฉพาะตัวแทนต้องเป็นมากกว่าตัวแทนประกันชีวิต ด้วยการเป็น Life Partner หรือหุ้นส่วนชีวิต ที่สามารถวางแผนการดูแลเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้เอาประกัน ในทุกช่วงของชีวิตและทุกสถานการณ์” นายไชยกล่าว
    ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Unsung Hero” ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ โดยเนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาเชิญชวนให้ทุกคนทำความดีได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทำความดีได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรทำหรือไม่ หรือทำแล้วจะได้อะไร โดยพร้อมออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2557 เป็นต้นไป.

By : http://xn--12cs5achancq3em6bj6jhj8cq0tkc.com/




"Unsung Hero" (Official HD) : TVC Thai Life Insurance 2014 : โฆษณาไทยประกันชีวิต 2557

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

คอลัมน์ CSR Talk นำเสนอถึงความสำเร็จของโครงการ “หนึ่งคนให้...หลายคนรับ” กับไทยประกันชีวิต


คอลัมน์ CSR Talk นำเสนอถึงความสำเร็จของโครงการหนึ่งคนให้...หลายคนรับ กับไทยประกันชีวิต ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต อวัยวะ และสเต็มเซลล์ 
น.ส.ภาสินี ปรีชาธนาพล ผอ.ฝ่าย กลุ่มองค์กรสัมพันธ์ ไทยประกันชีวิต ระบุ บริษัทฯ เป็น บ.ประกันชีวิตที่ดำเนินนโยบายด้าน CSR อย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี และในปี 57 ไทยประกันชีวิตดำเนินธุรกิจครบ 72 ปี จึงได้มุ่งพัฒนากิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม โดยยึดมั่นยุทธศาสตร์ด้านการให้ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในการดำเนินนโยบายด้าน CSR มุ่งเน้นการดูแลและช่วยเหลือชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแก่นในการดำเนินธุรกิจของไทยประกันชีวิต ที่ตระหนักถึงคุณค่าของทุกชีวิต โดยร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภายใต้โครงการหนึ่งคนให้...หลายคนรับ กับไทยประกันชีวิต รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต อวัยวะ และสเต็มเซลล์ รวมถึงรับบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน มาตั้งแต่ปี 32 ทั้งในสำนักงานใหญ่และสาขาทั่วประเทศ ทำให้จนถึงปัจจุบันบริษัทฯ สามารถรณรงค์บริจาคโลหิตได้แล้วกว่า16,000,000 ซี.ซี. 
ขณะเดียวกันมีการต่อยอดรณรงค์ จัดหาทุนจัดซื้อรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรับบริจาคโลหิตตามสถานที่ต่างๆ อันเป็นการเพิ่มช่องทางในการจัดหาโลหิต ซึ่งปีนี้บริษัทฯ ได้ส่งมอบรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่หนึ่งคัน มูลค่า 7,000,000 บาท
นอกจากนี้ ร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “หนึ่งคนให้...หลายคนรับ เริ่มต้นที่การให้” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะให้แก่นิสิตหรือนักศึกษาแพทย์และพยาบาลในมหาวิทยาลัยต่างๆ ปัจจุบันสามารถอบรมนิสิต นักศึกษาแพทย์และพยาบาลรวมกว่า 3,000 คน และในจำนวนนี้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะรวมกว่า 1,700 คน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมีผู้สนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 
(ประชาชาติธุรกิจ 24-26 มี.ค./น.40)

cyber.thailife.com/01253940

ผู้บริหารไทยประกันชีวิต ร่วมเปิดตัวรอบกาล่าภาพยนตร์เรื่อง “คิดถึงวิทยา”

ผู้บริหารไทยประกันชีวิต ร่วมเปิดตัวรอบกาล่าภาพยนตร์เรื่อง “คิดถึงวิทยา”
ผู้บริหารไทยประกันชีวิต ร่วมเปิดตัวรอบกาล่าภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ “คิดถึงวิทยา” ของผู้กำกับ “ต้น - นิธิวัฒน์ ธราธร” ที่อินฟินิซิตี้ ฮอลล์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ 
(บ้านเมือง/น.19)

http://cyber.thailife.com/01253940/

คปภ. เผย ตัวแทนประกันสบช่องหุ้นตก ดอกเบี้ยต่ำ หลอกขายประกันออมทรัพย์ มีผู้เสียหายนับพันราย


คปภ. เผย ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ว่าโดนตัวแทน บ.ประกันหลอกขายประกัน ออมทรัพย์ทางโทรศัพท์ โดยอ้างเป็นลูกค้าคนพิเศษที่ทางบัตรเครดิตเลือกให้ได้รับบริการพิเศษฝากเงินกับธนาคาร แต่ บ.ประกันดูแลให้ แต่เมื่อตกลงทำประกันเงื่อนไขต่างๆ ที่ตัวแทนแจ้ง กลับไม่มีการระบุ ลงใน กธ. หากไถ่ถอนก่อนก็ได้เงินคืนแค่ 70% ไม่ได้ครบทั้งจำนวนจะยกเลิก กธ.ก็ไม่ได้ เพราะหาก ไม่ทักท้วงใน 30 วัน ถือว่ายอมรับเงื่อนไข ไถ่ถอน กธ.ก่อน 5 ปี ก็ไม่ได้รับเงินคืน ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนมา ที่ คปภ. นับพันราย 
แนะผู้ที่ถูกหลอกลวงร้องเรียนผ่าน คปภ. เพื่อจะได้ตรวจสอบ โดยจะใช้เทปการสนทนาระหว่างตัวแทนละลูกค้าเป็นหลักฐาน ซึ่ง คปภ.มีกฎให้ บ.ประกันต้องเก็บเทปบันทึกการขายไว้ ไม่น้อยกว่า 10 ปี หากพบคนขายเสนอขายไม่ตรงกับ กธ. ทาง บ.ประกันชีวิตต้องคืนเงินให้กับผู้ซื้อประกัน 
(โพสต์ ทูเดย์/น.A1)

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

อยากประหยัดภาษี ซื้อประกันชีวิตดีมั้ย วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

อยากประหยัดภาษี...ซื้อประกันดีมั้ย



อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตในช่วงส่งท้ายปลายปี

“อยากประหยัดภาษี ซื้อประกันชีวิตดีมั้ย” วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

ก่อนจะคุยเรื่องซื้อดีมั้ย เราต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินกรณีเสียชีวิต (อาจรวมถึงทุพพลภาพ) ซึ่งเหมาะกับบุคคลซึ่งมีภาระทางการเงิน เป็นกำลังหลักในการดูแลรับผิดชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ ของครอบครัว ซึ่งหากบุคคลดังกล่าวเป็นอะไรไป ก็จะส่งผลกระทบด้านการเงินต่อคนในครอบครัวที่อยู่ในความดูแล

พูดง่ายๆ คุณไม่ได้เลี้ยงดูใคร ถ้าตายเขาก็อยู่กันได้ หาเลี้ยงตัวเองกันได้ หนี้สินก็ไม่ได้ส่งต่อไปให้ใคร การทำประกันชีวิตก็อาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นสักเท่าไหร่

ดังนั้น สำหรับคนที่มีภาระและความเสี่ยงทางการเงินกรณีเสียชีวิต ผมจะแนะนำให้ทำประกันชีวิตกันแทบทุกคน ส่วนจะซื้อมากซื้อน้อยนั้นแล้วแต่ภาระของแต่ละคน ซึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ทำประกันจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วยโดยปริยาย

นั่นคือ เบี้ยประกันชีวิตสามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท ตามเงื่อนไข ดังนี้

สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกหักได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร (ที่มา : เว็บไซต์กรมสรรพากร)

แต่ถ้าเป็นการซื้อโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดหย่อนภาษี ผมมีคำถามเพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ ดังนี้ครับ

1. อัตราภาษีสูงสุดของคุณเป็นเท่าไหร่

ถ้าอัตราภาษีไม่ถึง 20 % ผมไม่ค่อยแนะนำครับ เพราะถ้าคุณไม่มีความเสี่ยงทางการเงินกรณีเสียชีวิต การซื้อประกันเพื่อหวังเงินลดหย่อนภาษี อาจเป็นการสร้างภาระที่เกินตัว หรือเกินอัตรารายได้จนเกินไป

คุณมีความสามารถส่งเบี้ยประกันได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่

ทั้งนี้เพราะการซื้อประกันชีวิตนั้น คุณจะต้องส่งเบี้ยต่อเนื่องหลายปี (ยกเว้น ประกันแบบ Single Premium) ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ในช่วง 5-20 ปี
บางกรมธรรม์ต้องส่งตลอดอายุกรมธรรม์เลยทีเดียว

ดังนั้นความรู้สึกอยากลดภาษีในบางปีที่มีรายได้สูง อันเนื่องมาจากโบนัสหรือคอมมิชชั่นเยอะในปีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี และตอบตัวเองให้ได้ว่า ปีหน้าจะมีเงินส่งเบี้ยประกันหรือเปล่า

มีคนจำนวนไม่น้อยละเลย คิดเอาว่าขอประหยัดภาษีปีนี้ก่อน ปีหน้าค่อยว่ากัน เพราะประกันนั้นไม่มีการริบหรือเรียกสิทธิประโยชน์คืน หากยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งต่างจากกองทุนรวม

วิธีคิดนี้ไม่น่าจะถูกต้องสักเท่าไหร่ครับ และถ้าลองคำนวณกันดีดีรับประกันได้เลยว่า คุณขาดทุนแน่นอน เพราะคุณจ่ายเพื่อความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น แถมยังไม่สามารถส่งต่อได้จนครบกำหนด อย่างนี้เสียมากกว่าได้นะครับ

คำถาม : แล้วถ้าไม่มีความเสี่ยง เสียภาษีก็แค่ 10% แต่มีเงินเหลือ อยากส่งประกันปีละ 100,000 ล่ะ มีอะไรมั้ย?

คำตอบ : ถ้าเหลือกินเหลือใช้ และส่งไหวทุกปี อันนี้ก็ต้องแล้วแต่พี่ครับ

ถ้ามองกันในเรื่องความเสี่ยง ผมมองว่ามีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี นั่นคือ ประกันแบบบำนาญ ครับ

ประกันชีวิตแบบทั่วไป (ตลอดชีพ / ออมทรัพย์ / ระยะเวลา) กับประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นแบบประกันที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ประกันชีวิตนั้นมุ่งเน้นจัดการความเสี่ยงทางการเงินกรณีเสียชีวิต (ตายแล้วคนข้างหลังเป็นอย่างไร) แต่ประกันแบบบำนาญนั้นมุ่งจัดการความเสี่ยงทางการเงิน กรณีรายได้หายไปหลังเกษียณ (ไม่ตายแล้วจะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีเงิน)

ในมุมมองของผม คนแต่ละคนมีภาระทางการเงินไม่เหมือนกัน ดังนั้น ความเสี่ยงทางการเงินกรณีเสียชีวิต อาจไม่ได้มีกันทุกคน (ในแต่ละจังหวะเวลา) แต่ทุกคนมีความเสี่ยงเรื่องการไม่มีเงินใช้หลังเกษียณอย่างแน่นอน หากไม่มีการวางแผนเกษียณเอาไว้

ผมจึงมองว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ให้สิทธิประโยชน์

ข้อเสียของประกันแบบดังกล่าวก็คือ สภาพคล่องของเงินซึ่งน่าจะละเลยไปได้ เพราะเราต้องการเก็บเงินไว้กินตอนแก่อยู่แล้ว อีกเรื่องคือ ต้นทุนหรือเบี้ยประกันที่สูงพอสมควร ดังนั้นผู้ซื้อประกันต้องพิจารณาตรงนี้ให้ดี อย่าห่วงอนาคตและงกภาษี จนลืมเงินใช้จ่ายกินอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ประกันแบบบำนาญสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท

แต่ต้องพิจารณาให้ดี เพราะสรรพากรท่านกำหนดไว้ว่า ต้องซื้อไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อนำเงินที่ซื้อประกัน (เบี้ย) ไปรวมกับเงินที่สะสมเข้า (1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (2) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ หรือ (4) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ให้ง่ายก็คือ ต้องพิจารณาเงินลดหย่อนด้านอื่นๆด้วย ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจ่ายเบี้ยเพิ่ม 200,000 บาท แล้วหวังจะได้ลดหย่อนทั้งจำนวน

สำคัญที่สุด สำหรับการวางแผนทางการเงิน ก็คือ คุณเองต้องเป็นผู้เลือกและตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่าให้ใครมาชี้นำ จนทำให้แผนการเงินของคุณขาดความสมดุล ทุ่มเงินไปกับอนาคต หรือสิทธิประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า จนมองข้ามภาพรวมทางการเงินของเราไปครับ

พบกันฉบับหน้าครับ

http://www.naewna.com/business/columnist

Iservice อีกหนึ่งบริการจากไทยประกันชีวิต


         บริการออนไลน์ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้คุณยิ่งขึ้น โดยคุณสามารถสมัครใช้บริการต่าง ๆ ที่น่าสนใจของไทยประกันชีวิต ได้อย่างง่ายดายผ่านทางเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็น การดูข้อมูลกรมธรรม์ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ การขอใบแจ้งชำระเบี้ยประกัน การขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันเพื่อลดหย่อนภาษี และบริการอื่นอีกมากมาย